โอโซนซาวน่าเป็นการบำบัดเสริมสำหรับอาการเจ็บป่วย เช่น โรคหอบหืด โรคเบาหวาน หรือ โรคมะเร็งใช้ในระหว่างการรักษาหลักโดยช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มพลังงาน ลดระดับความเครียด ขับสารพิษ ทำความสะอาดผิว และยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย

โอโซนคืออะไร
โอโซนคือโมเลกุลอนินทรีย์ซึ่งประกอบไปด้วยออกซิเจนสามอะตอม มีความเสถียรน้อยกว่าออกซิเจน โอโซนถูกแนะนำว่าเป็นสารเคมีที่มีลักษณะจำเพาะโดย คริสเตียน ฟรีดิช เชินไบน์ (Christian Friedrich Schönbein) ในปี 1840 มันถูกนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อในช่วงปีแรก ๆ ของการค้นพบ ต่อมาในช่วงปี 1860s มันถูกนำมาใช้ในการบำบัดน้ำก๊อกในโมนาโก ด้วยคุณลักษณะพิเศษในการฆ่าเชื้อของโอโซนที่มีแหล่งกำเนิดมาจากคุณสมบัติของตัวออกซิไดส์ที่มีประสิทธิภาพ มันทำให้แบคทีเรียและไวรัสเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเช่นเดียวกับจุลินทรีย์ทุกประเภทและสารพิษ

สำหรับจุดประสงค์ทางการแพทย์มันถูกนำมาใช้รักษาบาดแผลในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI) ในปี 1916 ดร. วูล์ฟฟ์ (Wolff) ได้มีการรายงานสังเกตุการณ์การสมานตัวของบาดแผลติดเชื้อรุนแรงภายหลังจากการรักษาด้วยแก๊สโอโซน ในปี 1925 ศาสตราจารย์ เวิฮร์ลี (Wehrli) ได้นำการรักษาด้วยโอโซนและรังสีอัลตราไวโอเลตมารวมกัน การรักษาชนิดนี้ทราบกันว่าคือ “การทำความสะอาดเลือด”

โอโซนซาวน่าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
ชั้นโอโซน (ส่วนหนึ่งของชั้นสตราโตสเฟียร์ที่มีความหนาแน่นของโอโซนสูงกว่า ตั้งแต่ 2 ถึง 8 ppm) มีคุณประโยชน์ในการปกป้องพื้นผิวโลกจากการทำร้ายของรังสีอัลตราไวโอเลตเพื่อประโยชน์ต่อทั้งพืชและสัตว์ อีกทั้งโอโซนยังได้ถูกนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์มายาวนานกว่า 150 ปีอีกด้วย

ทำไมต้องโอโซนซาวน่า

ไอน้ำถูกพิจารณาให้เป็นสื่อในการผ่อนคลายอย่างหนึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ ทว่ามันก็ส่งผลต่อสุขภาพเช่นกัน เมื่อหลายพันปีก่อนมนุษย์ก็มีการนำไอน้ำมาใช้เพื่อการณ์นี้ การใช้งานของมันได้รับความนิยมอย่างมากในวัฒนธรรมของชาวโรมัน อินเดียน ตุรกี และฟินนิช

โอโซนซาวน่านั้นถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายและสบายสำหรับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่คุกคามถึงชีวิต อย่าง โรคหอบหืด โรคเบาหวาน หรือ โรคมะเร็งโดยช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มพลังงาน ลดระดับความเครียด ขับสารพิษ ทำความสะอาดผิว และยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย

โอโซนซาวน่า 3 หรือ 4 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและช่วยขจัดความตึงเครียด มันอาจไม่ใช่วิธีที่หรูหราทว่าเป็นวิธีที่ดีเพื่อให้ร่างกายกลับสู่วิถีตามธรรมชาติและมีสุขภาพดี คล้ายกับวัฒนธรรมการอบไอน้ำ การแช่น้ำและน้ำพุร้อนแบบดั้งเดิมซึ่งถูกนำมาใช้ในบางวัฒนธรรมมาเป็นเวลาหลายพันปี
โอโซนซาวน่าเป็นเทคโนโลยีซาวน่าแบบใหม่ซึ่งจะกระจายออกซิเจนผ่านไอน้ำร้อนเพื่อซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังและร่างกายภายในห้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ออกซิเจนจะซึมผ่านรูขุมขนและเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต น้ำเหลืองและเนื้อเยื่อไขมัน โอโซนซาวน่าจะช่วยขจัดสารพิษในระบบน้ำเหลือง ทำความสะอาดผิวหนัง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เร่งการไหลเวียนโลหิตและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และจุลินทรีย์ คุณจะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์อบซาวน่าในขณะที่ร่างกายของคุณได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนและโอโซนในปริมาณสูง

ประโยชน์ของโอโซนซาวน่า

  • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในผิวหนังและช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว และมันยังช่วยให้ผิวแลดูกระชับและเรียบเนียนมากขึ้น
  • เพิ่มการไหลเวียนโลหิตสู่เซลล์และเนื้อเยื่อ
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ทำความสะอาดหลอดเลือด
  • ทำความสะอาดระบบน้ำเหลืองและหลอดเลือดหัวใจ
  • ช่วยให้ผิวได้ทำหน้าที่เหมือนดั่งไตหรือปอดชิ้นที่สาม
  • เพิ่มความต้านทานต่อการติดเชื้อและอาการเจ็บป่วยซึ่งเป็นผลพวงจากระบบภูมิคุ้มกัน
  • ทำให้กรดแลกติกที่ถูกเก็บอยู่ภายในกล้ามเนื้อเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและช่วยให้เกิดการผ่อนคลายและเพิ่มความยืดหยุ่น
  • รักษาอาการเจ็บตามข้อและโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ
  • สร้างสมดุลต่อการผลิตฮอร์โมนและเอนไซม์
  • ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส นุ่มนวล และแลดูอ่อนเยาว์
  • บำรุงสมองและความจำ
  • ให้ผลลัพธ์ทางบวกแก่ภาวะซึมเศร้าและอาการวิตกกังวล ทำให้อะดรีนาลีนเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและก่อให้เกิดความสงบภายในมากขึ้น
  • ช่วยขจัดความเครียดอันเกิดจากภาวะซึมเศร้า

อาการเจ็บป่วยประเภทใดบ้างที่สามารถเข้าใช้บริการได้
คำแนะนำในการเข้ารับบริการขึ้นอยู่กับสภาวะของอาการเจ็บป่วยนั้น ๆ และตัวผู้ป่วยเอง เช่นเดียวกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ผลลัพธ์ของการบำบัดขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของแก๊สโอโซนและจำนวนครั้งในการเข้าใช้ การบำบัดด้วยโอโซนจะทำให้ปัญหาสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยค่อย ๆ ดีขึ้น

สมาคมการแพทย์เพื่อการใช้โอโซนในการป้องกันและบำบัดรักษา (The Medical Society for Ozone application in Prevention and Therapy) ได้ระบุถึงความสำเร็จ

บริเวณและโรคที่มีการนำมาใช้เพื่อการบำบัด

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • แผลภายนอก รอยโรคบนผิวหนัง และแผลพุพอง
  • สภาวะของโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ (ลำไส้ใหญ่อักเสบ ทวารหนักอักเสบ และฝีคัณฑสูตร)
  • การติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
  • การติดเชื้อ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และเป็นการบำบัดทางเลือกสำหรับมะเร็งชนิดต่าง ๆ
  • ความเจ็บป่วยเนื่องจากความชรา
  • โรคไขข้ออักเสบ (ภาวะอักเสบหรือเสื่อมสภาพ)
  • ทันตกรรม (ฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดแผล ช่วยในการสมานแผล)
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • โรคไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี
  • เริม
  • ภูมิแพ้ สิวอักเสบ ฝีหนองเป็น ๆ หาย ๆ
  • โรคผิวหนัง เชื้อรา และการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • แผลกดทับ แผลเนื้อตายจากโรคเบาหวาน บาดแผลหายช้า แผลจากการทำร้ายของรังสี
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะเข่าเสื่อม โรคข้อเข่าเสื่อม (ภาวะเสื่อมหรือผุกร่อนของข้อเข่า)
  • ภาวะบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ภาวะกล้ามเนื้อแข็งเป็นไต บริเวณที่กล้ามเนื้อหดตัวจนเป็นก้อนเล็ก ๆ ไม่คลายตัว